บทที่ 15 องค์กรมืด (04)

ฝ่ายคุณหญิงชินารมย์และเมฆาก็กำลังนั่งรถคันหรูกลับไปยังคฤหาสน์หลังโตโดยมี ธเนศ คนขับรถซึ่งทำงานกับพวกเขามาร่วมปีทำหน้าที่ขับรถให้

โดยที่เมฆาค่อนข้างชอบใจในการทำงานของคนขับรถคนนี้ เพราะเขาเชื่อฟังและขับรถด้วยความปลอดภัย โดยที่เมฆาไม่รู้เลยว่าธเนศมีบางอย่างปิดบังไว้

            ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนยิ้มหน้าบานเมื่อได้พบกับลูกสาวสมใจ แถมยังได้พบลูกเขยที่ตนเองรู้สึกถูกชะตาด้วยเป็นพิเศษ ก่อนที่จะหันไปอิงซบกับอกของสามี           

“คุณคะน้องรู้สึกว่า ถูกชะตากับพ่อพยัคฆ์ยังไงก็ไม่รู้สิคะ”   

            “พี่ก็รู้สึกเหมือนกันครับน้องรม” ปากฉีกยิ้มแต่หัวใจกระตุกชาและเบือนหน้าหนีออกไปนอกรถ    

            “นี่ถ้าเราได้อุ้มหลานไวๆ ก็คงดีสิคะ น้องอยากเห็นหลานจังว่าจะเหมือนยัยรัมภาหรือตาพยัคฆ์” จินตนาการถึงยามที่ได้อุ้มทารกตัวน้อยแล้วคงมีความสุขน่าดู อยากจะได้ยินเสียงใสพูดเจื้อยแจ้วเรียกว่า ‘คุณตาคุณยาย’ เสียจริง      

            “แล้วไม่อยากอุ้มลูกตัวน้อยของเราบ้างหรือครับ” เมฆาหันมาถามเสียงกรุ้มกริ่ม           

            “คุณพี่นี่อายุอานามเราปาไปเท่าไหร่แล้วคะ ยังจะมาทำเป็นหนุ่มๆ ไปได้ น้องอยากรู้จังว่าตอนหนุ่มๆ คุณพี่จะมีสาวๆ มารุมชอบเยอะไหม” หันมาส่งค้อนให้สามีวงโตและรู้สึกเจ็บแปลบในอกอย่างบอกไม่ถูก  

            “แต่อย่างไรพี่ก็รักน้องคนเดียวนะครับ” เรื่องนี้เขาไม่เคยโป้ปดต่อภรรยา หัวใจดวงโตมีเพียงหญิงสาวซึ่งกำลังโอบกอดเท่านั้น ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีกี่วัน หัวใจดวงนี้ก็ยังคงรักมั่นต่อผู้หญิงในอ้อมกอด และความรักก็เพิ่มทวีคูณขึ้นในทุกๆ วัน            

            “น้องก็รักคุณพี่เหมือนกันค่ะ” ชินารมย์คือผู้หญิงที่อ่อนโยน คำพูดคำจาสุภาพเรียบร้อย กิริยามารยาทเหมาะกับคำว่า หญิงไทย ซึ่งไม่นานทั้งคู่ก็ถึงบ้านพักและพากันเคียงคู่เข้าไปในบ้าน ฝ่ายธเนศก็เงยหน้ามองกระจกหน้าแล้วกระตุกยิ้ม แต่รอยยิ้มนี้ไม่ได้ยินดีกับความรักของคนทั้งคู่ มันแอบแฝงไปด้วยความนัยบางอย่าง         

            เท้าหนักเดินขึ้นห้องไปอย่างอารมณ์ดีหลังจากเหวี่ยงเพียงรัมภาลงจากรถทันทีที่กลับมาถึงบ้าน จากนั้นเขาก็ตรงดิ่งกลับมายังห้องนอนแสนกว้างและสะดวกสบาย มือจัดการขยับเนกไทออกห่างคอแล้วถอดมันออกซึ่งตามด้วยเสื้อเชิ้ต ทำให้ตอนนี้ชายหนุ่มจึงเหลือแต่กางเกงสีดำราคาแพงตัวเดียว        

            แต่ก่อนที่จะเหวี่ยงเสื้อสูททิ้งเขาก็ไม่ลืมหยิบกระดาษสีขาวขึ้นมาดู แล้วต้องหัวเราะอยู่ในลำคอ ริมฝีปากที่ได้รูปเหยียดขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่จะยกโทรศัพท์ขึ้นกดเบอร์แล้วโทรออกไปหาปลายสายทว่ากลับไม่ใช่เจ้าของเบอร์คนสวย ชายหนุ่มกำลังโทรหาลูกน้องคนสนิท 

            “ฉันต้องการทุกอย่างเร็วที่สุดนาคินทุกอย่างแบบละเอียดที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษกับเรา” น้ำเสียงทุ้มเข้ม มือหนายกขึ้นเสยผมเล็กน้อย เพราะกำลังนึกถึงความสนุกที่กำลังคืบคลานเข้ามาหา กดวางสายแล้วลุกขึ้นไปหยิบไวน์รสเลิศขึ้นมารินใส่แก้วใบใส เท้าเดินไปหยุดที่หน้าต่างห้อง

            หมู่ดาวเปล่งประกายแสงแวววาวเต็มท้องฟ้าที่มืดครึ้มซึ่งเหมือนกับพยัคฆ์ในวัยเด็กเสียเหลือเกิน เขาต้องหวาดกลัวและเจอกับมรสุมครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต มันเหมือนกับเขาเดินหลงเข้าไปในอุโมงค์ที่มืดมิด ยิ่งเดินยิ่งสัมผัสกับบรรยากาศรอบๆ ก็ยิ่งเหน็บหนาว แต่ทว่าก็มีแสงเทียนและมือแสนอบอุ่นของใครบางคนยื่นเข้ามาคว้ามือน้อยขึ้น และพาเขาออกจากสถานที่นั้น 

            ภาพในวันวานยังฉายชัดในความทรงจำ จนเขาอยากจะย้อนเวลากลับไปในวันที่ยังมีทุกคนอยู่ข้างกาย มีบิดาและมารดาคอยโอบกอด มีบ้านที่แสนอบอุ่น มีคุณปู่ทรงยศที่รักและคอยสั่งสอน ไม่ใช่ต้องอยู่แบบอ้างว้างเช่นวันนี้ ถ้าเลือกได้เขาอยากจะตายไปพร้อมทุกคน แต่ในเมื่อเขายังมีลมหายใจ ฉะนั้นก็จะขอแก้แค้นให้ถึงที่สุด จะแก้แค้นไอ้ฆาตกรโหดที่ลงมือฆ่าทุกคนอย่างเลือดเย็นและยังจำได้ว่าไอ้ฆาตกรนั่นสนิทสนมกับคุณปู่และบิดามารดาเป็นอย่างมาก         

            “ผมคิดถึงคุณปู่จังครับ” น้ำเสียงนั้นอ่อนนุ่มต่างจากน้ำเสียงของมารร้ายอย่างสิ้นเชิง มือยกไวน์ที่เพิ่งเทรินลงแก้วขึ้นดื่ม ขณะที่สายตาจับจ้องไปยังท้องฟ้าแล้วยิ่งทำให้คิดถึงทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีพระคุณอย่างคุณปู่มาร์ตินผู้ที่ชุบเลี้ยงเขามา   

ธุรกิจทุกอย่างที่เขาดูแลอยู่ตอนนี้ล้วนเป็นทรัพย์สมบัติที่คุณปู่มาร์ตินทิ้งไว้ให้ เขาได้รับความอบอุ่น การดูแลเหมือนกับหลานคนหนึ่ง โดยที่มาร์ตินนั้นไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน และถ้าไม่ได้ชายชราคนนี้ที่รับเลี้ยงและคอยปกป้อง เขาคงจะอยู่ไม่ได้มาถึงทุกวันนี้     

“เธอจะโทษฉันไม่ได้นะรัมภา” พยัคฆ์เหยียดยิ้มเมื่อคิดถึงเพียงรัมภาและจัดการกระดกไวน์ขึ้นดื่มอีกครั้ง ก่อนที่จะรีบพาร่างไปทิ้งตัวลงที่เตียงนอน เนื่องจากวันพรุ่งนี้เขาจะไปวัดแต่เช้าและไปทำธุระหลายที่ ซึ่งไม่นานนักพยัคฆ์ก็หลับตาลงนอนสู่ห้วงนิทรา         

ร่างเล็กลุกเดินโผเผ ใบหน้าก็ซีดเผือดมากขึ้นทุกวัน แม้รับรู้ว่าร่างกายอ่อนแอสักเพียงใด แต่ก็ยังกัดฟันอดทน ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงถูกรวบมัดขึ้นและวันนี้หญิงสาวอยู่ในเสื้อยืดสีอ่อนสบายตา เพราะวันนี้ไม่ต้องไปทำงานเยี่ยงทาสที่บริษัท แต่ก็ยังต้องลุกขึ้นแต่รุ่งสางมาทำงานบ้าน      

            เจ้าของร่างน้อยพับผ้าห่มผืนบางแล้วนำมันไปวางไว้ที่หัวเตียง ก่อนที่จะเดินเซไปเซมาออกจากห้องแล้วมุ่งตรงไปยังห้องครัวในทันที เพียงรัมภาพบกับน้อยที่นั่งหาวเล็กๆ อยู่ในห้องครัว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป